แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ ‘Creator Economy’ เริ่มมาบูมจริงๆ ตอนที่ทุกคนถูกบังคับให้เชื่อมต่อกันบนโลกออนไลน์ในปี 2020
.
ระบบนิเวศน์ที่เอื้อให้ทุกคนสามารถ ‘หารายได้’ จากคอนเทนต์ที่สร้างขึ้นมาบนแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานหลายล้านคน บวกรวมกับการที่ต้องอยู่บ้านไปไหนไม่ได้ ล็อกดาวน์กลายเป็นโอกาสที่สร้างหนทางสู่อาชีพใหม่อันน่าหลงใหล
.
คนมากมายค้นพบความสามารถ ทักษะ ความสนใจ ประสบการณ์ และ พรสวรรค์ ที่ไม่เคยรู้ว่ามีมาก่อน
.
TT, YT, FB, IG และแพลตฟอร์มอีกมากมายมอบเครื่องมือและช่องทางการเชื่อมต่อหาเหล่าแฟนๆ กลายเป็นรายได้ที่สร้างจากความคิดสร้างสรรค์และเวลาเหลือเฟือที่มีอยู่ในมือ
.
ในมุมหนึ่ง มันเหมือนสวรรค์มาโปรด สำหรับครีเอเตอร์มากมาย รายได้เหล่านี้ช่วยให้ผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากมาได้ (สำหรับคนที่เสพก็ได้เปิดโลกที่มีคอนเทนต์ให้เสพมากมายนับไม่หวาดไม่ไหว)
.
การสร้างอะไรเป็นของตัวเองเพื่อแฟนๆ ในแบบที่คุณอยากทำ เมื่ออยากทำ อาชีพที่ไม่ต้องมีหัวหน้า อิสระ ไม่ต้องขับรถไปทำงาน ไม่ต้องทำเพื่อความฝันของคนอื่น โลกที่เต็มไปด้วย ‘possibilities’ หรือ ความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุดช่างยั่วยวนเหลือเกิน
.
มีการคาดการณ์ว่า ‘Creator Economy’ มีมูลค่าราวๆ กว่า 100,000 ล้านเหรียญ
.
แต่คำถามในตอนนี้ที่น่าสนใจคือสิ่งที่ครีเอเตอร์เหล่านี้กำลังทำมันคือ ‘อิสรภาพ’ จริงๆ เหรอ?
.
ยิ่งตลาดใหญ่ขึ้นเท่าไหร่ ความคาดหวังก็เติบโตตามเท่านั้น
.
ในด้านหนึ่งผมสามารถเรียกตัวเองว่าครีเอเตอร์ได้เช่นกัน แม้ว่าจะไม่ได้สร้างรายได้จากเพจเป็นกอบเป็นกำ แต่มันก็คือช่องทางที่ใช้สร้างสรรค์ผลงานให้คนอ่านที่ติดตามงานอยู่ และแน่นอนเป็นช่องทางเผื่อหาโอกาสสำหรับงานใหม่ๆ ในอนาคตด้วย
.
ผมเห็นเพจของตัวเองที่เติบโตในอัตราเร่งอยู่ช่วงหนึ่ง แล้ววันหนึ่งจู่ๆ มันก็นิ่ง ยอดไลก์ ยอดแชร์ หายไปไหน?
.
เราตั้งคำถามกับตัวเอง หรือว่ามันเป็นเพราะคอนเทนต์ของเราไม่ดี?
.
พยายามเปลี่ยน ปรับ ลงสม่ำเสมอ ทำตามเทคนิค ต่างๆนานา ที่ครีเอเตอร์คนอื่นๆ บอกว่าทำแล้วได้ผล
.
กลายเป็นว่านับวันคำว่า ‘อิสรภาพ’ ในการสร้างสรรค์ผลงานที่อยากทำ เมื่ออยากทำ กับสิ่งที่อยากทำ…ไม่ได้เป็นอย่างนั้นอีกต่อไป
.
เราทำตามโควต้า วิ่งตามเทรนด์ หายอดไลก์ ตามยอดแชร์ ดูตัวเลข วัดค่าเทียบกับคนอื่นๆ ติดตามเพื่อให้รู้ว่างานที่เราลงไม่ได้แย่กว่าคนอื่นๆ
.
จนหลายครั้งต้องกลับมาถามว่า ‘นี่เรากำลังทำอะไรอยู่?’
.
จากคนที่สร้างคอนเทนต์เพราะมันมีค่าบางอย่าง โพสต์ที่มีเต็มไปด้วยแพสชัน สร้างแรงบันดาลใจให้โลก แชร์ความสุข ความล้มเหลว ความเศร้า คอนเทนต์ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครีเอเตอร์ นับวันยิ่งสูญสลายไป กลายเป็นการสร้างคอนเทนต์เพื่อให้อัลกอริทึมพอใจ มันควรจะเป็นแบบนั้นจริงๆ เหรอ?
.
จากการสร้างสรรค์ผลงาน ทำในสิ่งที่รัก กลายเป็นการวิ่งตามการ ‘approve’ จากระบบว่าสิ่งที่ทำนั้นควรได้รับการตอบรับสิ เราก็เล่นตามกฎทุกอย่าง ทำไมมันถึงไม่ได้อย่างที่คิด
.
มันคือการแสวงหาการตอบรับที่ไม่มีวันสิ้นสุด
.
ความกดดันที่จะต้องสร้างคอนเทนต์เพื่อเสิร์ฟผู้ติดตาม ตามเทรนด์ให้ทัน ไม่งั้นจะถูกลืมไว้ข้างหลัง ตลอดทั้งวันนั่งคิดว่าเราทำอะไรได้อีกให้เอนเกจเมนต์มันเยอะขึ้น รีชคนเพิ่มขึ้น
.
ไม่ทำคนก็ลืม ไม่วิ่งคนก็แซง หยุดก็ไม่ได้ ถ้าโมเมนตัมมาก็ต้องทำต่อ งานที่ลงไม่เวิร์ก เราต้องทำหนักขึ้นสิ เดี๋ยวอัลกอริทึมลืมเราทำยังไง
.
ยิ่งเวลาผ่านไป คำว่าอิสรภาพ เหมือนจะห่างออกไปเรื่อยๆ
.
โซเชียลมีเดียไม่เคยหลับ ครีเอเตอร์ก็เช่นกัน
.
เหมือนการวิ่งบนลู่วิ่งที่รู้สึกเหนื่อย แต่ไม่ไปไหน
.
เมื่อตอนบ่ายผมเห็นโพสต์หนึ่งของเพื่อนบน FB ที่บอกว่าปีหน้าคงย้ายแพลตฟอร์มไปอยู่บนเว็บไซต์ของตัวเอง เพราะช่วงหลังการโพสต์ไปถึงกลุ่มคนติดตามต่ำมาก
.
ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนโพสต์แต่ละอันของเขาปังมาโดยตลอด
.
บางทีเขาอาจจะพูดถูก บางที…เราอาจจะต้องเลือกที่จะก้าวออกจากลู่วิ่งนี้ด้วยตัวเอง
.
แน่นอนว่า ‘Creator Economy’ คงไม่ได้หายไปไหนหรอก ตราบใดที่มันยังมีเงินมาหล่อเลี้ยง และครีเอเตอร์หน้าใหม่ๆ ที่พร้อมจะเข้ามาแข่งแย่งชิง ‘ความสนใจ’ ของผู้ติดตาม
.
โพสต์ที่ดีๆ มีคุณค่ามากมาย ดูเหมือนล้มเหลวเมื่อไม่ได้ไลก์มากพอ หรือคนแชร์แค่หลักหน่วย
.
จากกรอบคิดที่ว่าจะสร้างอะไรที่มีคุณค่า กลายเป็นจะสร้างอะไรที่คนไลก์ดี
.
มันต้องเป็นแบบนี้จริงๆ เหรอ?
.
ยิ่งเวลาผ่านไป เหมือนความสุขของการสร้างสรรค์ผลงานยิ่งน้อยลง กลายเป็นความกดดันที่ถาโถมเข้ามาให้สร้างโพสต์ที่คนต้องกดไลก์
.
การเชื่อมต่อกับแฟนๆ นับวันยิ่งคล้ายกับธุรกรรมทางธุรกิจมากเข้าไปทุกที
.
สุดท้ายสิ่งที่เราเคยรัก สิ่งที่เราลุกขึ้นมาทำพร้อมไฟแห่งความคิดสร้างสรรค์ มันกลายเป็นงานที่เราเคยพยายามวิ่งหนี…ไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
จิตวิญญาณของ ‘ครีเอเตอร์’ ที่สูญสลาย พ่ายแพ้ต่ออัลกอริทึม