ในข้อมูลการค้นพบไม่นานมานี้ของสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (The American Psychological Association) บอกว่าเด็กยุคมิลเลนเนียลส์ (หรือที่เรารู้จักว่า Gen Y เกิดช่วงปี 1981 – 1996) นั้นกำลังเผชิญหน้ากับความเครียดและแรงกดดันมากกว่าทุกยุคสมัยที่ผ่านมา
.
กว่า 36% ของเด็กรุ่นนี้รายงานว่าพวกเขาเผชิญหน้ากับความเครียดเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเด็กมหาวิทยาลัยและคนที่กำลังเพิ่งจบเข้าทำงานบอกว่าพวกเขาวิตกกังวลอยู่บ่อยครั้ง และกว่าครึ่งหนึ่งของมิลเลนเนียลส์จะมีภาวะนอนหลับยากแทบทุกวันเลยเพราะความเครียดกดดัน
.
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมเด็ก ๆ ยุคนี้ถึงกำลังประสบปัญหาเหล่านี้กันแน่?
.
จากสถิติ 3/4 ของมิลเลนเนียลส์บอกว่าเงินเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาเครียดและกดดันในทุก ๆ วัน และอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องหน้าที่การงานที่เป็นบ่อเกิดของปัญหาเหล่านี้ แต่มันยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดความกดดันและความเครียดที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงกันนั้นก็คือเรื่องของ “ตัวเลือกที่มากเกินไป” ในชีวิต ซึ่งฟังดูแล้วอาจจะคิดว่ามันแปลก ยิ่งมีตัวเลือกในชีวิตมากยิ่งดีไม่ใช่เหรอ ที่จริงแล้วมันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ทางเลือกเป็นทั้งพระพรและคำสาปในเวลาเดียว
.
ก่อนอื่นต้องย้อนกลับไปดูยุคของพ่อแม่ของมิลเลนเนียลส์ก่อน ซึ่งเป็นยุคที่เรียกว่า Baby Boomers โดยคนกลุ่มนี้โตมาพร้อมกับชุดความเชื่อจากพ่อแม่ของพวกเขา (ที่ผ่านความโหดร้ายจากทั้ง Great Depression และ สงครามโลกทั้งสองครั้ง) ว่าการได้ทำงานที่ไม่มีความเสี่ยงคือหนทางสู่ความสุขและปลอดภัยในชีวิต
.
พ่อแม่ของมิลเลนเนียลส์ที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวยก็จะบอกกับลูก ๆ ชาวมิลเลนเนียลส์ว่า “Sky is the limit” ลูกอยากทำอะไรก็ทำ อยากเรียนอะไรก็เรียน อยากเล่นกีฬาอะไรยังไงก็เอาตามที่หัวใจเรียกร้อง “Follow Your Heart” ไปให้ถึงฝั่งฝัน พ่อแม่ของมิลเลนเนียลส์มักจะให้พวกเขาเป็นคนเลือกว่าจะไปเที่ยวที่ไหน อยากทานอะไร ฯลฯ (มีสถิติหนึ่งบอกว่าเด็กมิลเลนเนียลส์คือกลุ่มที่เลือกกินมากที่สุดเท่าที่มีประวัติมาเลยทีเดียว)
.
เพราะฉะนั้นในมุมมองของมิลเลนเนียลส์ช่วงที่เติบโตนั้นจะไม่ได้เป็น “เพราะฉันสมควรได้รับบางอย่าง” แต่เป็น “เพราะฉันสามารถมีบางอย่าง” ได้มากกว่า เมื่อกลายเป็นผู้ใหญ่ชุดความคิดนี้ก็ยังติดตัวอยู่ ในยุคที่ทุกอย่างมีทางเลือกที่ไม่รู้จบ ของใช้ เสื้อผ้า คอนเทนท์ สื่อ อาชีพ ความเป็นไปได้ คู่ครอง เพศสภาพ ที่อยู่อาศัย ไลฟ์สไตล์ การศึกษา และอาหารการกิน
.
เมื่อมีทางเลือก…แน่นอนเราก็เลือกสิครับ ทุกคนอยากได้สิ่งที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ไม่มีใครอยากได้ชีวิตห่วย ๆ จริงไหมหล่ะ?
.
ตามสถิติโดยเฉลี่ยบอกว่านักเรียนมหาวิทยาลัยเปลี่ยนเมเจอร์สามครั้งก่อนจะเรียนจบ (ก็มันไม่ใช่อะ) และ 60% ของมิลเลนเนียลส์ที่ทำงานแล้วในตอนนี้เคยผ่านการเปลี่ยนงานมาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง ทำไม? ก็เพราะพวกเขาทำได้ยังไงหล่ะ เพราะเลือกได้ จึงพยายามเลือกสิ่งที่ดีที่สุด เมื่อไม่ใช่ก็เปลี่ยน แต่นี่กลายเป็นปัญหาที่ตามมาอย่างไม่รู้ตัว (อ้าว!)
.
จากงานวิจัยของ แบร์รี ชวาร์ตซ์ (Barry Schwartz) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน และเป็นศาสตราจารย์ด้านทฤษฎีสังคมและการดำเนินการทางสังคมของ Dorwin Cartwright บอกว่าแม้เราจะเลือกสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดแล้ว สุดท้ายกลายเป็นว่าเราจะไม่ชอบมันสักเท่าไหร่ เมื่อเรามีทางเลือกที่มากมายมหาศาลไม่รู้จบ เมื่อเลือกไปแล้วจะกลายเป็นไม่มีความสุข จะรู้สึกเสียใจกับทางเลือกที่ตัดสินใจไป ในหัวคิดถึงแต่สิ่งที่เป็นทางเลือกอื่น ๆ ที่ “สามารถ” เลือกได้ “แต่ไม่ได้เลือก” หรือบางคนติดแหง๊กไปไหนไม่ได้เลือกไม่ได้ตัดสินใจไม่ได้ เครียดยิ่งกว่าเดิม
.
มีการทดลองอันหนึ่งแบ่งคนเข้าทดลองออกเป็นสองกลุ่ม ทั้งสองกลุ่มจะได้เลือกงานศิลปะกลับบ้านคนละชิ้น โดยในกลุ่มแรกจะมีโอกาสเอามาเปลี่ยนได้ในอนาคต แต่อีกกลุ่มหนึ่งคือเลือกแล้วก็จบ ที่น่าสนใจก็คือว่าคนที่เข้าร่วมทดลองในกลุ่มแรกนั้นรายงานว่าไม่ค่อยพอใจกับสิ่งที่ตัวเองเลือกสักเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับอีกกลุ่มหนึ่งที่พอใจกับสิ่งที่ตัวเองเลือกพอแล้ว
.
อย่างที่บอกว่าทางเลือกที่มากมายนั้นเป็นทั้งพระพรและคำสาป เราอาจจะเชื่อว่ามีทางเลือกเยอะ ๆ สิดี ทำให้เรามีความสุขที่จะได้เลือก แต่เมื่อมีมากเกินไปมันกลับทำให้เราเป็นอัมพาตทางความคิด เราตอบสนองต่ออิสระภาพที่กว้างใหญ่ไพศาลด้วยคำถามที่ดังกึกก้องในหัวว่า “แล้วถ้าฉันเลือกผิดหล่ะ?”
.
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า FOBO หรือ Fear of Better Options หรือความกังวลว่าจะมีตัวเลือกที่ดีกว่า และมิลเลนเนียลส์กำลังเผชิญหน้าอยู่กับความวิตกกังวลอย่างต่อเนื่องกับ “ชีวิตที่อาจจะเป็นไปได้” หรือ “หรือฉันควรเลือกทางนั้นกันแน่นะ?” หรือ “ทางนั้นต้องดีกว่านี้สิใช่ไหมหล่ะ?” หรือ….”เขาคนนั้นคงทำให้ฉันมีความสุขมาก ๆ แน่นอนเลย”….เฮ้ออออ (ถอนหายใจเอามือทาบอก)
.
ลองจินตนาการมิลเลนเนียลส์ยืนในห้องโถงใหญ่ที่มีประตูเต็มไปหมด เมื่อเลือกทางใดทางหนึ่งแล้ว ประตูอื่น ๆ ก็จะปิดทั้งหมด เพราะฉะนั้นหลายคนเลือกที่จะไม่เลือก พยายามเอียงตัวส่องเข้าไปดูว่าในแต่ละประตูจะมีอะไรรออยู่บ้างนะ แต่ยิ่งเราไม่เลือก ยิ่งเปิดทางเลือกให้ตัวเองยิ่งเยอะ ยิ่งกลับทำให้เครียดมากกว่าเดิม กดดันยิ่งกว่าเดิม
.
ชีน่า ไอเยนการ์ (Sheena Iyengar) ศาสตราจารย์ธุรกิจในแผนกการจัดการที่ Columbia Business School ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและดีที่สุดในฐานะผู้เชี่ยวชาญในการเลือก ได้แชร์ทางแก้ไขเกี่ยวกับปัญหานี้ไว้สี่ข้อ
.
1.มองที่ปัจจุบัน – ไอเยนการ์ได้ทำการติดตามนักศึกษามหาวิทยาลัยที่จบไปแล้ว 11 คนเป็นระยะเวลา 9 เดือนที่หางาน สุดท้ายแล้วเธอพบว่า คนที่ลืมไปแล้วว่าพวกเขาต้องการงานอะไรในตอนแรกที่เริ่มหางาน กลับเชื่อว่างานที่พวกเขาได้รับในท้ายที่สุดนั้นดีที่สุดแล้ว “ความหมายก็คือว่า ความสุขทั้งหลายแหล่ไม่ได้มาจากการได้สิ่งที่คุณต้องการ แต่มาจากการอยากได้ในสิ่งที่คุณได้รับต่างหาก”
.
2.หยุดมองหาความเป็นไปได้ทั้งหมด – ในงานศึกษาชิ้นหนึ่งของ ไอเยนการ์ บอกว่าในการสปีดเดทติ้งนั้น (การเอาคนหลาย ๆ คนมานั่งคุยกันทีละคุ่และสลับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ) ยิ่งเจอคนน้อยลงเท่าไหร่ ผู้เข้าร่วมมีแนวโน้มที่จะประเมินอีกฝ่ายในเชิงที่ลึกมาขึ้น แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เจอคู่เดทมากมายในคืนเดียว ผู้เข้าร่วมรู้สึกหนักใจและมักจะตัดสินแบบผิวเผินมากขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง เราไม่จำเป็นเห็นตัวเลือกทั้งหมดก่อนถึงจะเลือกสิ่งที่ดีได้
.
3.จินตนาการและทำให้มันเป็นรูปเป็นร่าง – ในการขึ้นพูดครั้งหนึ่งบนเวที TED Talk เธอแนะนำว่า “โฟกัสไปที่ผลลัพธ์เชิงบวกแบบเจาะจงเพื่อทำให้การเลือกนั้นง่ายขึ้น” ให้ลองจินตนาการออกมาว่าชีวิตที่เราต้องการคือยังไง ยิ่งวางแผนให้ชัดเท่าไหร่ เราจะเครียดน้อยลงเกี่ยวกับทางเลือกต่าง ๆ ที่ไม่ได้เลือกหลังจากผ่านจุดนั้นมาแล้ว
.
4.จัดความสำคัญ – ไอเยนการ์แนะนำว่าเราควรลิสต์สิ่งที่สำคัญกับเราทั้งหมดออกมา หลังจากนั้นก็ขีดฆ่าทุกอย่างยกเว้นห้าอย่างที่เราขาดไม่ได้แน่ ๆ หลังจากนั้นก็ใช้ห้าอย่างนี้แหละเป็นเข็มทิศ ไม่ต้องถามคำถาม แต่เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองเลือก บางคนอาจจะเรียกมันว่าการกระโดดแห่งศรัทธาก็ได้
.
เรามักเชื่อว่าการจำกัดตัวเลือกเป็นการจำกัดตัวเราเองลงไปด้วย แต่แท้จริงแล้วมันก็ไม่ใช่แบบนั้นซะทีเดียว เมื่อเราไม่ต้องทุกข์ทรมาน เครียดกดดันกับทางเลือกที่มีไม่รู้จบ ใช้ประโยชน์จากสิงที่เราเลือกให้ดีที่สุด ให้คุณค่ากับผลลัพธ์ที่ออกมา มันจะยิ่งกระตุ้นให้เราตัดสินใจได้ดีมากขึ้นต่อไปด้วย
.
ด้วยเสรีภาพในทางเลือกที่ไม่เคยมีมาก่อนและชีวิตที่เหลืออยู่มากมาย ความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของพวกเขาอยู่ในมือของตัวเองมากกว่าทุกยุคสมัยที่ผ่านมา ไม่แปลกหรอกที่เด็ก ๆ สมัยนี้จะเครียด มีหลายปัจจัยมากมายที่ทำให้ชีวิตแต่ละวันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าจัดการทางเลือกได้อย่างเหมาะสม มันก็สามารถลดความเครียดและความกดดันให้น้อยลง ทำให้เป้าหมายในชีวิตนั้นชัดเจนมากขึ้นด้วย
อ้างอิง
https://www.apa.org/news/press/releases/stress/2014/stress-report.pdf