ถ้ามองไปรอบ ๆ ตัวเราจะเห็นสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย บ้าน รถ ยารักษาโรค เทคโนโลยี เราอยู่ในยุคที่มีความปลอดภัยที่สุด ประชากรโดยรวมได้รับการศึกษามากที่สุด มีอาหารการกินให้เลือกมากมาย และ ยุคที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่บางอย่างในสมองของเราก็ยังรู้สึกไม่พอใจ พยายามมองหาทางทำให้มันดีขึ้นไปอีกและหนีออกจากสภาวะที่กำลังเป็นอยู่ในตอนนี้
ความจริงก็คือเราถูกสร้างมาแบบนั้น สมองของเราถูกออกแบบมาให้รู้สึก ‘ไม่พอใจ’ หรือ ‘เพียงพอ’ กับอะไรเลย มีงานวิจัยที่เขียนไว้ในเว็บไซต์สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (American Psychological Association (APA)) สรุปเอาไว้แบบนี้ว่า “ถ้าความพึงพอใจหรือความสุขนั้นเป็นสิ่งที่ยั่งยืนและถาวรเมื่อไหร่ มันจะมีแรงจูงใจเพียงเล็กน้อยมากที่เราจะพยายามหาความก้าวหน้าและสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่าง ๆ ในชีวิต”
พูดอีกอย่างก็คือว่าเมื่อไหร่ที่เรารู้สึก “พอใจ” ในมุมของสปีซี่ส์มนุษย์ก็จะหยุดพัฒนาและนั่นก็ไม่เป็นผลดีต่อเราอย่างแน่นอน บรรพบุรุษของเราพยายามทำงานอย่างหนัก ต่อสู้ดิ้นรนมาโดยตลอด เพราะพวกเขาไม่เคยพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ในเวลานั้น ทำทุกอย่างเพื่อหนีออกมาจากจุดเดิม ๆ และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เรามีทุกวันนี้ ไม่เช่นนั้นเราก็อาจจะยังคงอาศัยอยู่ในถ้ำและออกไปล่าสัตว์เป็นอาหารอยู่เลยก็ได้ โดยในทางจิตวิทยาแล้วเขาก็ได้แยกปัจจัยที่ทำให้ ‘ความรู้สึกพอใจ’ หรือ ‘ความสุข’ นั้นอยู่แค่เพียงชั่วคราวออกเป็นสี่อย่าง
- ความเบื่อหน่าย (Boredom) – ซึ่งเราจะอาจจะต้องแปลกใจเลยหล่ะครับว่าความเบื่อหน่ายทำให้มนุษย์ลองทำอะไรใหม่ ๆ (บางทีก็แปลก) มากขนาดไหนเพื่อที่จะไม่ต้องอยู่ในสภาวะที่เบื่อหน่าย ในการวิจัยทางจิตวิทยาหนึ่งที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Science ปี 2014 ได้มีการสังเกตผู้เข้าร่วมที่ถูกขอให้นั่งในห้องเฉย ๆ และ คิดไปเรื่อยเป็นเวลาสิบห้านาที ห้องนั้นว่างเปล่าไม่มีอะไรเลยยกเว้นอุปกรณ์ที่อนุญาตให้ผู้เข้าร่วมสามารถช็อตไฟฟ้าตัวเองได้ ซึ่งมันเจ็บ แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นอันตรายมากต่อร่างกาย ตอนนี้คุณอาจจะถามว่า ‘จะไม่ใครบ้าช็อตไฟตัวเองเหรอ? จะช็อตตัวเองไปทำไมกัน?’ ซึ่งการทดลองนี้จะแสดงให้เห็นว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกเอามาก ๆ เลยทีเดียว
ก่อนผู้เข้าร่วมทดลองจะเข้าไปในห้อง นักวิจัยก็มีการสอบถามความเห็นก่อน โดยทุกคนก็จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าถ้าจะโดนช็อตไฟฟ้ายินดียอมจ่ายเงินเพื่อไม่ให้ตัวเองโดนช็อต แต่พอเข้าไปอยู่ในห้องคนเดียวกับแมชชีนที่ช็อตไฟฟ้าและไม่มีอะไรทำ 67% ของผู้ชาย และ 25% ของผู้หญิงที่เข้าร่วมการทดลองกลับลองช็อตตัวเองดู บางคน…ทำหลายครั้งด้วย
การศึกษาครั้งนี้บ่งบอกว่ามนุษย์ไม่ค่อยชอบการอยู่คนเดียวกับความคิดในหัวสักเท่าไหร่ พวกเขาอยากจะทำอะไรก็ได้ถึงแม้ประสบการณ์นั้นดูจะไม่สร้างสรรค์สักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจหรอกว่าเว็บไซต์ที่มีคนเข้ามากที่สุด 25 อันดับในอเมริกา (หรือที่จริงสถิตินี้ก็ใช้กับทั่วโลกได้เช่นกัน) คือการหลบหนีจากความน่าเบื่อต่าง ๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะผ่านการช้อปปิ้ง ข่าวซุบซิบดารา หรือโซเชียลมีเดียต่าง ๆ
- ความเอนเอียงในการจำในแง่ลบ (Negativity bias) – มันคือปรากฏการณ์ที่เหตุการณ์เชิงลบมีความเด่นชัดและได้รับความสนใจอย่างเข้มข้นมากกว่าเหตุการณ์ที่เป็นกลางหรือเชิงบวก พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือสมองของเราจะให้ความสำคัญกับเรื่องแย่ ๆ มากกว่าเรื่องที่ดี ๆ นั่นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด นักวิจัยชี้ให้เห็นว่าเรามักจะจดจำเรื่องราวที่ไม่ดีได้มากกว่าเรื่องที่สวยงามได้ตั้งแต่ในวัยเด็ก แม้พวกเขาจะบอกว่าช่วงเวลาที่เติบโตมาก็มีความสุขและทุกอย่างปกติดีก็ตาม
ซึ่งปรากฎการณ์นี้เองที่ทำน่าจะทำให้มนุษย์เราอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ เรื่องราวดี ๆ เป็นอะไรที่สวยงาม แต่เรื่องแย่ ๆ อาจจะทำให้คุณตายได้เลย ลองนึกถึงบรรพบุรุษของเรากำลังออกไปล่าสัตว์ ระหว่างวันที่อากาศดีล่าอาหารได้ตามปกติ กับวันที่อยู่ ๆ ก็มีสิงโตจู่โจมออกมาจากไหนไม่รู้แล้วเอาตัวรอดมาได้ เขาน่าจะจดจำวันที่เกือบเป็นอาหารสิงโตและเตรียมตัวรับมือให้ดีขึ้นได้มากกว่าวันปกติทั่วไปนั่นเอง
- รำลึกถึงอดีตที่ไม่ดี (Rumination) – บ่อยครั้งเรามักจะนั่งรำลึกถึงสิ่งที่เราทำ หรือสิ่งที่คนอื่นทำกับคุณซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นอดีตที่ไม่ดี ที่เรารู้สึกแย่กับมัน กลายเป็นความคิดในหัวว่า “ทำไมเราถึงไม่ทำแบบนั้นนะ?” หรือ “ที่จริงแล้วถ้าทำอีกอย่างหนึ่งก็น่าจะดี?” ซึ่งการระลึกถึงเหตุการณ์เหล่านี้ในหัวบ่อยครั้งจะทำให้เกิดคำตอบว่าตัวเองพลาดอะไรตรงไหน สร้างเป็นกลยุทธ์หรือแผนการที่ดีขึ้นในการรับมือกับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันในครั้งต่อไปในอนาคต แน่นอนว่ามันจะมีประโยขน์ แต่มันก็เป็นกระบวนการที่ทำให้เราจมปลักอยู่กับเรื่องแย่ ๆ มากมายเช่นกัน
- ความคุ้นชินกับความสุข (Hedonic Adaptation) – ปัจจัยนี้น่าจะโหดร้ายกับเรามากที่สุดแล้ว มนุษย์จะมีเส้นความสุขที่เป็นเหมือนพื้นฐานอยู่ทุกคน แต่ละคนก็จะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือว่าเมื่อไหร่ที่ระดับของความสุขพุ่งสูงขึ้นไปสักพักหนึ่ง มันก็จะดีดตัวกลับลงมาที่เส้นพื้นฐานของเราอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไป ทุกอย่างในชีวิต ทุกเหตุการณ์ สิ่งของ รางวัล ความสำเร็จ อะไรก็ตามที่เราคิดว่าจะทำให้เรามีความสุข สุดท้ายมันก็อยู่ได้ไม่นาน และทุกอย่างก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม ในหนังสือ The Pursuit of Happiness ของ David Myers เขียนสรุปไว้ได้อย่างสวยงามว่า
“ทุกประสบการณ์ที่พึงปรารถนา : ความรักที่เร่าร้อน, จิตวิญญาณที่สูงส่ง, ความสุขจากการครอบครองสิ่งใหม่, ความเบิกบานใจของความสำเร็จ ทุกอย่างล้วนชั่วคราวทั้งสิ้น”
ฟังแล้วดูหดหู่และปลงชีวิตไม่น้อย แล้วถ้ารู้ว่าทุกอย่างคือสิ่งชั่วคราว แล้วในแต่ละวันชีวิตจะมีความหมายอะไร จะลุกขึ้นมาทำงานต่อไปอีกทำไมกันหล่ะ ก็ต้องบอกว่ามันคือธรรมชาติของมนุษย์ที่เราไม่เคยรู้สึก ‘พอใจ’ กับสิ่งที่เรามีนั่นเอง เราจะมีเป้าหมายใหม่ ๆ ความฝันอีกอัน สิ่งที่เราสนใจ พยายามจะมีความสุขมากขึ้น โดยไม่ทันได้สังเกตหรอกว่าในระยะยาวแล้วทุกอย่างที่ทำนั้นล้วนไร้ประโยชน์เพราะยังไงเราก็ไม่มีทางพอใจหรือมีความสุขไปได้ตลอด แต่มันส่งผลทางบวกให้กับคนอื่น ๆ ให้สังคมและสิ่งรอบตัวมีการพัฒนา โดยรวมแล้วโลกก็ดีขึ้นไปด้วย
เมื่อรวมปัจจัยทั้ง 4 ข้อเข้าด้วยกันก็พอจะอธิบายได้แล้วว่าทำไมเราถึงรู้สึกแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์รอบตัวก็ไม่ได้แย่ เราถูกออกแบบมาให้วิ่งตามหาความสุข แต่เราไม่สามารถอยู่กับมันไปได้ตลอด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายอะไร คุณอาจจะไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต มันเป็นเรื่องปกติ มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ความ ‘ไม่พอใจ’ ทำให้สปีชีส์ของเราอยู่มาได้จนถึงตอนนี้
ความรู้สึก ‘ไม่พอใจ’ ไม่ใช่เหตุผลที่จะยอมแพ้ในชีวิต แต่เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณได้ลุกไปหาความฝัน ออกไปผจญภัยเพื่อหาสิ่งที่มีความหมาย ค้นหาสิ่งที่เป็นประกายไฟให้ลุกขึ้นมาในทุก ๆ วัน สร้างคุณค่าให้กับโลกใบนี้ ถึงแม้ตอนนี้เราจะรู้ว่ายังไงความรู้สึกนั้นก็ไม่มีทางอยู่กับเราไปตลอดก็ตามที
========
อ้างอิง