ช่วงที่ผ่านมาลูกสาววัยเริ่มเข้าสู่วัยที่สามารถโต้เถียงกับพ่อแม่ได้อย่างเมามัน
.
คือต้องบอกว่าลูกสาวไม่ใช่เป็นคนดื้อหรืออะไร เธอเป็นเด็กน่ารัก แต่ถ้าบอกให้ไปซ้าย…เธอจะไปขวา (แหนะ) บอกให้เก็บรองเท้า เธอจะหยิบออกมาวางอีกคู่ (อืมมม) บอกให้เร็วๆหน่อย เธอก็จะลีลายึกยักชักช้า (ระเบิดลงบู้มมมม) คือเธอรู้ว่าควรต้องทำอะไร แต่พอบอกให้ทำปุ๊บจะไม่ทำทันที
.
😨 มันเป็นพฤติกรรมคลาสสิคทางจิตวิทยามีชื่อเรียกว่า “psychological reactance” หรือ แรงต้านทางจิตวิทยา นั้นเอง
.
เป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางลบที่เราแสดงออกเมื่อถูกสั่งให้ทำอะไรสักอย่างหนึ่ง นี่คือเหตุผลที่ตอนที่เราเป็นวัยรุ่นแม่บอกว่าอย่าออกไปเที่ยวกับเพื่อนกลางคืนนะมันอันตราย เราก็ไป ซึ่งอาจจะไม่มีเหตุผลก็ได้ เพียงเพราะ “ก็จะทำอะ” ทำไม?
.
ซึ่งต่อมาภายหลังเราก็จะรู้สึกว่า…เออ…รู้งี้ไม่มาก็ดีซะเป็นส่วนใหญ่ หรือตอนที่หัวหน้าสั่งให้ทำงานแล้วคุณรู้สึกรำคาญ ทั้งที่ลึกๆคุณก็รู้แหละว่างานที่ต้องทำนั้นสำคัญมากขนาดไหน
.
แทบจะเรียกว่ามันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ก็ว่าได้ ทุกคนจะมีความคิดแบบนี้อยู่เสมอ มันจะเข้ามายึดความคิดในสมองทันทีเมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกว่าถูกข่มขู่หรือคุกคาม
.
ตามความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องที่แย่ซะทีเดียว เพราะถ้าเราใสซื่อหรือเชื่อคนอื่นง่ายจนเกินไปก็จะเป็นช่องว่างให้ถูกเอาเปรียบได้ง่ายมาก
.
⚠️ แต่แรงต้านทางจิตวิทยาก็สามารถก่อให้เกิดผลในทางลบได้เช่นเดียวกันในบางครั้ง เพราะมันจะเป็นสิ่งที่ยับยั้งเราไม่ให้เราทำในสิ่งที่ควรจะทำ จะเป็นสิ่งที่เตะตัดขาเราไม่ให้ไปถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้ แม้ว่าเป้าหมายนั้นจะเป็นความฝันอันยิ่งใหญ่ของเราก็ตาม และปลายทางกลายเป็นว่าตัวเราคือคนลงมือทำลายตัวเอง
.
เป็นไปได้เหรอ? เราจะตอบสนองกับตัวเองแบบนั้นจริงๆเหรอ? เมื่อเราเป็นคนบอกให้เราทำอะไรบางอย่างนี้นะ?
.
ใช่ครับ ยกตัวอย่างเวลาเราพยายามจะทุ่มเทให้กับอะไรสักอย่าง โดยการสร้างตารางออกมาว่าต้องทำอะไรเมื่อไหร่วันไหนยังไง อย่างสมมุติว่าอยากอ่านหนังสือมากขึ้น โดยการจัดตารางให้ตัวเองอ่านหนังสือวันละหนึ่งชั่วโมงก่อนนอน แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องทำเราก็รู้สึกถึงแรงต่อต้านที่เกิดขึ้นจากข้างใน
.
โดยสาเหตุมันก็มาจากการที่ตอนนั้นเราไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็น “ตัดสินใจ” ว่าจะอ่านหนังสือ แต่เป็นตัวคุณในอดีตที่มาสั่งให้คุณอ่านหนังสือ กลายเป็นเราในปัจจุบันกำลังต่อสู้กับตัวเองในอดีตไปซะงั้น
.
ซึ่งนักจิตวิทยาอธิบายว่านี่คือความขัดแย้งที่ทำให้เรากลายเป็นคนเสแสร้ง พูดอย่างหนึ่ง เมื่อถึงเวลาจริงๆกลับทำอีกอย่าง
.
โชคดีตรงที่ว่าเมื่อเราเข้าใจมันแล้วว่าสาเหตุมันมาจากอะไร เราก็สามารถรับมือกับแรงต้านทางจิตวิทยานี้ได้อยู่
.
✅ วิธีคือการปรับมุมมองของสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น แทนที่จะตอบสนองต่อสิ่งที่เรากำลังจะทำด้วยความรู้สึก แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีการพูดกับตัวเอง
.
แทนที่จะบอกตัวเองว่า “ต้องทำ” บางอย่าง (เช่นต้องอ่านหนังสือนะ) ให้เป็นการบอกกับตัวเองว่า “ได้ทำ” บางอย่าง หรือ “คู่ควร” ที่จะได้ทำบางอย่าง (เช่นได้อ่านหนังสือแล้ว หรือ คู่ควรที่จะได้พักอ่านหนังสือแล้ว)
.
การเปลี่ยนประโยคพูดกับตัวเองในรูปแบบนี้จะช่วยทำให้ตัวคุณเองในปัจจุบันนั้นกลับเข้ามาอยู่ในโหมดคนควบคุมสถานการณ์อีกครั้งหนึ่ง ไม่ได้ถูกสั่งให้ทำ เรากำลังเลือกที่จะทำอะไรบางอย่างที่มีความหมายกับตัวเอง อิสรภาพของคุณไม่ได้ถูกริดรอนแต่อย่างใด ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้เปลี่ยนแปลงง่ายขนาดนั้น ต้องใช้เวลาในการฝึกฝน แต่ก็มีคุณค่ามากพอที่จะเรียนรู้
อ้างอิง
https://forge.medium.com/psychological-reactance-why-you-sabotage-our-own-goals-f473c2df47a3
https://psycnet.apa.org/record/2017-56961-001