จากสถิติแล้ว ดูเหมือนว่าจะมีเพียงประมาณ 1/10 เท่านั้นที่สามารถทำตามเป้าหมายปีใหม่ที่ตัวเองตั้งเอาไว้ได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะล้มหายตายจากไปตั้งแต่สัปดาห์แรกประมาณ 20% และภายในเดือนแรกก็เกือบครึ่งหนึ่งแล้ว
.
สำหรับผมตั้งเป้าหมายปีใหม่ทุกปี ส่วนใหญ่แล้วจะทำได้ตามที่ตั้งเอาไว้อย่างค่อนข้างสม่ำเสมอ (มีบ้างที่ทำได้ไม่ตามเป้า แต่ก็ถือว่าอยู่ในกระบวนการที่จะทำเป้าหมายนั้นสำเร็จได้ในปีถัดไป)
.
อยากแชร์เทคนิคให้เพื่อนๆ สักหน่อยละกันครับ เผื่อเอาไปลองใช้กันดู
1.ตั้งเป้าหมายบนขอบของ ‘comfort zone’
หลายครั้งเราเห็นคนตั้งเป้าหมายเว่อร์ๆ แบบสุดโต่ง เชื่อความคิดที่ว่า “ตั้งเป้าหมายไปดวงจันทร์ ถ้าไม่สำเร็จ อย่างน้อยก็อยู่ระหว่างหมู่ดาว” อะไรประมาณนั้น
.
เอาจริงๆ นะ…เราทุกคนอยากไปถึงดวงจันทร์ เราไม่อยากล้มเหลวแล้วอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวอะไรนั่นหรอก แม้จะฟังดูดีขนาดไหนก็ตาม
.
เพราะฉะนั้นคำแนะนำคือตั้งเป้าหมายบนขอบเขตของ comfort zone ครับ
.
ลองจินตนาการว่าเราเป็นวงกลมวงหนึ่ง ภายในวงกลมนั้นคือสิ่งที่เราคุ้นเคยและสามารถทำได้ดีอย่างเชี่ยวชาญ (ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม) หรือที่เราเรียกว่า ‘comfort zone’ นั่นแหละครับ
.
บริเวณขอบๆ ของคอมฟอร์ตโซนคือส่วนที่เรายังทำได้ดี แต่อาจจะมีความท้าทายบางอย่างที่รออยู่แถวนั้น เป็นโซนแห่งการเติบโต ถ้าอยากตั้งเป้าหมายปีใหม่ ให้ตั้งบริเวณแถวนี้แหละครับ
.
ยกตัวอย่างเช่นปีที่ผ่านมาเราได้เห็นการพัฒนาของ AI และเครื่องมือต่างๆ เยอะมาก และงานที่เราทำอยู่น่าจะได้ประโยชน์จากความรู้ชุดใหม่ๆ ตรงนี้ นอกจากนั้นยังสามารถใช้เพื่อสมัครงานใหม่ก็ได้ถ้าจำเป็น คุณเลยมีเป้าหมายว่าอยากจะ “อัปสกิลความรู้เกี่ยวกับ AI”
.
ทีนี้สมมุติต่อว่าคุณเป็นนักบัญชี คุณมีชุดความรู้เดิมอยู่แล้ว ทำได้เชี่ยวชาญดี สิ่งที่ต้องทำคือการเติมชุดความรู้ใหม่เข้าไปกับความรู้เดิม งั้นหาคอร์สเรียนการใช้ AI สำหรับนักบัญชีไหม? หรือเรียนรู้การสร้างเครื่องมือ AI สำหรับนักบัญชีคนอื่น? หรือถ้าให้ท้าทายยิ่งกว่าเดิมคือส่งต่อความรู้เกี่ยวกับ AI ให้นักบัญชีคนอื่นได้ไหม?
.
เป้าหมายที่แตะๆ ขอบ comfort zone จะไม่ใช่แค่ท้าทาย แต่ยังมีโอกาสที่เราจะไปถึงจริงๆ ด้วย และเมื่อไปถึงมันจะช่วยสร้าง ‘winner mentality’ ความรู้สึกของการเป็นผู้ชนะอุปสรรค ซึ่งส่งเสริมความมั่นใจและความเชื่อในตัวเราเองด้วย
.
2.Count Small Wins
เราเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ‘กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว’ อะไรประมาณนั้น
.
มันเรารู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง แต่เชื่อว่าทุกคน (รวมถึงผมด้วย) ก็อยากจะสร้างกรุงโรมของตัวเองให้เสร็จในวันเดียวกันทั้งนั้นแหละ
.
สิ่งที่เราทำได้คือ…ย่อยเป้าหมายการสร้างกรุงโรมให้เล็กลง และทำเป้าหมายเล็กๆ ให้สำเร็จไปเรื่อยๆ พร้อมกับ (อันนี้สำคัญ) เฉลิมฉลองชัยชนะเล็กๆ ของตัวเองด้วย
.
ยกตัวอย่าง หลังจากห่างหายจากการวิ่งไป 2-3 ปี ปีที่ผ่านมาผมอยากกลับมาวิ่ง Half-Marathon หรือ 21 km ให้ได้
.
เริ่มให้ง่ายที่สุดครับ ช่วงวันแรกๆ แค่ออกไปเดินสัก 5 นาที ผมก็ถือว่าตัวเองได้ทำสำเร็จแล้ว ฟังดูตลกนะครับ แต่มันช่วยสร้างกำลังใจได้ดีเลย
.
หลังจากเดินก็กลับมาจดบันทึกสักหน่อยว่าวันนี้ไปออกกำลังกายมา
.
ทำต่อกันได้หนึ่งอาทิตย์ ผมก็ถือว่าชนะ
.
วิ่งได้หนึ่งกิโลเมตรโดยไม่หยุด ก็ถือว่าชนะ
.
วิ่งได้เร็วขึ้นหนึ่งวินาที ก็ถือว่าชนะ
.
นับชัยชนะเล็กๆ ระหว่างทาง พอมารู้ตัวอีกที ผ่านไปสี่ห้าเดือน ผมกลับมาวิ่ง Half-Marathon ได้สำเร็จ
.
3.Track & Update
อันนี้ต่อเนื่องจากข้อสองเลย
.
ถือคติ ‘อะไรที่คอยติดตาม (track) สามารถปรับเปลี่ยนได้ (update)’
.
เมื่อเราเห็นชัยชนะระหว่างทาง จดเอาไว้ว่ามันมาจากไหน ส่วนไหนที่เราทำได้ดี อะไรที่เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในชีวิต
.
ความท้าทายหรือปัญหาอะไรที่เจอระหว่างทาง มีอะไรบ้างที่ควรปรับปรุง
.
คอยอัปเดตตัวเองอยู่บ่อยๆ แนะนำสักอาทิตย์ละครั้งดูว่าเรากำลังอยู่บนเส้นทางที่กำลังต้องการอยู่รึเปล่า เหมือนการเดินเรือที่ต้องคอยตรวจสอบเข็มทิศว่ากำลังไปถูกองศาอยู่รึเปล่า หากเบี่ยงออกนอกเส้นทาง ก็คอยปรับหางเสือให้ตรงอีกครั้งหนึ่ง
.
.
[แถม] : อีกเทคนิคคือการมี Goal Partner ที่คอยสนับสนุนกัน อาจจะเป็นเพื่อนสนิท แฟน หรือคนในครอบครัวที่คอยอัปเดตความก้าวหน้า เพื่อกระตุ้นความรับผิดชอบภายในตัวเราเองด้วย
.
หวังว่าจะมีประโยชน์และขอให้ปี 2025 เป็นปีที่ทุกคนสามารถทำตามเป้าหมายที่ตัวเองวางเอาไว้ได้ครับ
อ้างอิง :
https://education.casio.co.uk/blog/astonishing-stats-behind-new-years-resolutions/
https://www.driveresearch.com/market-research-company-blog/new-years-resolutions-statistics/