สำหรับคนที่ให้ความสำคัญและเชื่อในเรื่องของ ‘Work-Life Balance’ อย่างสุดใจ อ่านโพสต์นี้แล้วอาจจะรู้สึกไม่สบายใจสักหน่อย
.
แต่อยากให้ลองเปิดใจอ่านต่ออีกสักนิด
.
เพราะเรื่องนี้ผมไม่ได้เป็นคนพูดเอง แต่คนที่พูดคือ อดัม แกรนต์ (Adam Grant) นักจิตวิทยาองค์กรที่มีชื่อเสียง ผู้เขียนหนังสือขายดีติดเบสต์เซลเลอร์มากมายอย่าง “Think Again”, “Give and Take” หรือล่าสุดคือ “Hidden Potential”
.
แกรนต์ครั้งหนึ่งเคยบอกว่า ‘Work-Life Balance’ “ส่วนใหญ่เป็นแค่เรื่องโกหก” (Mostly a Myth) และเน้นย้ำสิ่งอื่นว่าเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จมีอยู่ 3 คำคือ “ทำงาน หนัก ขึ้น”
.
ขออธิบายต่ออีกสักหน่อยเพื่อจะไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด แกรนต์ยังบอกต่ออีกว่าแม้ “Work-Life Balance” อาจจะไม่ได้มีอยู่จริง คนที่อยากประสบความสำเร็จควรทำงานหนัก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ควรใช้ชีวิตของตัวเองเลย
.
เขาบอกว่า “มันไม่ได้หมายความคุณต้องเสพติดการทำงานเพื่อจะประสบความสำเร็จ แต่หลักฐานมันค่อนข้างชัดว่าเส้นทางหนึ่งที่คนจะประสบความสำเร็จคือการทำงานหนักขึ้น หรือทำงานแบบโฟกัสอย่างหนักมากกว่าเพื่อนร่วมงานของตัวเอง”
.
“แต่ผมไม่คิดว่ามันหมายถึงคุณจะไม่สามารถใช้ชีวิตของตัวเองได้ ไอเดียของ Work-Life Balance ที่หมายถึงการ ‘มาทำงาน 10 โมง และบ่ายสามก็เสร็จงานขอกลับบ้าน’ เป็นเรื่องที่ไร้สาระ คนที่ประสบความสำเร็จที่ผมรู้จักมักจะไม่ค่อยมีวันที่สมดุลเท่าไหร่หรอก พวกเขาอาจจะมีวันที่ทำงานยุ่งๆ ทั้งวัน แต่วันต่อมาก็ทั้งวันก็ใช้กับครอบครัว”
.
สำหรับแกรนต์สิ่งสำคัญที่ทำให้คนประสบความสำเร็จคือทำงานให้หนัก แล้วก็พยายามแบ่งเวลาให้ดี การมีสมดุลตลอดเวลาระหว่างงานกับชีวิตอาจจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้
.
นอกจากนั้นแล้วเคล็ดลับอีกอย่างในการทำงานคือการหา “Zone” ของตัวเองให้เจอ หรือการเข้าสู่สภาวะลื่นไหล (Flow) ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
.
โดยลองทำตามขั้น 6 ตอนนี้
.
1. เป้าชัด : ต้องมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะทำอะไร โฟกัสเพียงอย่างเดียวแล้วเริ่มลงมือทำ
.
2. ท้าทายตัวเอง : หางานที่สนุกและท้าทายความสามารถมากพอที่จะทำให้คุณตื่นตัวเสมอ ไม่ยากเกินไปจนทำไม่ได้ แต่ก็ไม่ง่ายจนน่าเบื่อ
.
3. ตัดสิ่งรบกวน : สิ่งรบกวนต่างๆ เอาออกไปให้หมดถ้าทำได้ ปิด Notification ปิดหน้าต่างที่ไม่ใช้งาน นั่งทำงานในสถานที่เงียบๆ หรือหาหูฟังตัดเสียงมาใส่เพื่อจะได้โฟกัสกับงานข้างหน้าจริงๆ
.
4. โฟกัสแค่งาน : เริ่มลงมือทำ และปล่อยวางจากสิ่งอื่นๆ ทั้งหมด
.
5. อยู่กับงานที่อยู่ตรงหน้า : อย่าไปสนว่าก่อนหน้านี้จะเป็นยังไง อนาคตข้างหน้าจะเป็นยังไง โฟกัสที่ตอนนี้ ตรงนี้และให้ความสำคัญกับงานที่ทำอยู่ทั้งหมด
.
6. อย่าลืมหาจังหวะหยุด : ระหว่างทำงานลองใช้เทคนิค Pomodoro ไปด้วย (ทำงาน 25 นาที พัก 5 นาที 4 ช่วง แล้วก็พักยาว 15-30 นาที) จะช่วยแบ่งจังหวะให้พักได้ด้วย
.
หากเราอยู่ในโซนของตัวเองบ่อยๆ จะเห็นเลยว่าการทำงานจะโปดรดักทีฟมากๆ
.
เมื่อทำงานได้โปรดักทีฟทั้งวัน วันต่อมา…ก็อาจจะไม่ต้องรู้สึกผิดหากจะหยุดพักสักหน่อย ไปทานอาหารอร่อยๆ ไปปั่นจักรยานกับครอบครัวตอนเย็นๆ หรือบางทีอาจจะแค่พักทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบก็ได้
.
เหมือนอย่างที่แกรนต์บอกว่า “คนที่ประสบความสำเร็จที่ผมรู้จักมักจะไม่ค่อยมีวันที่สมดุลเท่าไหร่หรอก พวกเขาอาจจะมีวันที่ทำงานยุ่งๆ ทั้งวัน แต่วันต่อมาก็ทั้งวันก็ใช้กับครอบครัว”