มันเป็นช่วงนั้นของปีอีกแล้วสินะ ช่วงที่ทุกคนกำลังตั้งเป้าหมาย ‘สำหรับปีใหม่’ ที่กำลังจะมาถึง สิ่งต่าง ๆ ที่อยากจะทำให้สำเร็จในปีนั้น ๆ
.
หลายคนเตรียมเสื้อผ้าสำหรับออกไปวิ่งตอนเช้า หลายคนอาจจะตั้งนาฬิกาปลุกตอนตีสี่เพื่อจะตื่นขึ้นมานั่งสมาธิ บางคนอาจจะวางแผนจัดบ้านครั้งใหญ่ หรือบางคนอาจจะเริ่มต้นโปรเจ็คอะไรใหม่ด้วยความตื่นเต้น ฯลฯ
.
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่น่ายินดีทั้งสิ้น มันเป็นความท้าทาย การได้พัฒนาตัวเองไปข้างหน้าอีกขั้น ความรู้สึกสนุกที่อยู่ข้างใน โอกาสที่กำลังจะมาถึง เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ โดยที่ยังไม่ได้ลงมือทำ โดยที่ยังไม่ได้ล้มเหลว ภาพในหัวนั้นดูสดใสและงดงาม
.
แต่สำหรับคนที่เคยผ่านปีใหม่มาแล้วหลายครั้ง ผ่านการตั้งเป้าหมายแบบนี้มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง จะตระหนักถึงความจริงอย่างดีว่า…อีกไม่กี่วัน…หรือไม่กี่สัปดาห์ เป้าหมายเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะลงไปกองอยู่ในถังขยะ ถูกลืมเลือนและทับถมกลายเป็นความฝันเก่า ๆ ที่ตายตามความฝันก่อน ๆ และทุกอย่างก็วนลูปอยู่แบบนี้
.
มันอาจจะดูเป็นเรื่องโหดร้าย แต่นี่คือความเป็นจริง และความเป็นจริงก็ไม่ได้สวยงามอยู่ตลอดเวลา
.
การเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้นส่วนใหญ่ล้มเหลวไปเพราะเหตุผลหลัก ๆ เลยคือเรื่องการตั้งความหวังไว้สูงเกินไป หรือบางทีอาจจะเป็นเรื่องของงานหรือภาระทางบ้านที่ไม่เอื้ออำนวย หรือบางทีวินัยที่มีอยู่ในตัวคุณไม่เพียงพอ (คือ…จากคนที่ตื่นแปดโมง แล้วจะมาให้ตื่นไปออกกำลังกายตอนตีสี่แล้วนั่งสมาธิภายในวันสองวัน…มันเป็นเรื่องปาฏิหารย์เลยถ้าเกิดขึ้น)
.
แต่ความจริงแล้วมันมีปัญหาที่ลึกลงไปมากกว่านั้นเมื่อเราพูดถึงว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนใหม่ถึงไม่ค่อยเกิดขึ้น และทำไมปีนี้การที่เราจะยอมรับตัวเอง โอบกอดความเป็นตัวของตัวเอง ความยุ่งเหยิงและไม่สมบูรณ์แบบ อาจจะเป็นสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงตัวคุณเองมากที่สุดเท่าที่เป็นมาเลยก็ได้
.
ปัญหานั้นก็คือว่าการสร้างตัวตนของคุณใหม่ เปลี่ยนตัวเองใหม่ ไม่ว่าจะเป็นทุกเรื่องในชีวิต หรือบางเรื่องที่สำคัญ ๆ อย่างเช่นความสัมพันธ์กับครอบครัวหรือสุขภาพร่างกายนั้นถูกสร้างโดย “ตัวตนเก่า” ของคุณเอง ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าคนเก่านี้ก็มีปัญหาเหมือนกัน (เพราะไม่งั้นก็คงไม่เปลี่ยน) และ…เราก็ไม่มีเหตุผลที่จะไปเชื่อตัวตนเดิมของเราที่ตัดสินใจจะสร้างสิ่งใหม่ ๆ มันเหมือนกับว่าตัวตนเก่าของเราพยายามจะสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาเพื่อตอกย้ำปัญหาเดิมที่มีอยู่แล้วต่างหาก
.
ยกตัวอย่างเช่นว่าปีนี้คุณอยากจะทำตัวให้ productive มากขึ้น
.
ซึ่งที่จริงแล้วมันอาจจะไม่ได้มาจากการที่คุณไม่ productive เมื่อปีที่แล้ว แต่ตัวตนเก่าของคุณรู้สึกว่ามีหน้าที่รับผิดชอบและต้องทำตามความต้องการของทุกคน ๆ รอบตัว เพราะฉะนั้นทางแก้ที่ดีกว่าการพยายาม productive มากขึ้น
.
อาจจะเป็นการตัดความรับผิดชอบลง หรือการปฏิเสธบางสิ่ง บางงาน หรือบางคนลงอย่างมีเป้าหมายที่ชัดเจน หรืออย่างถ้าปีนี้คุณตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าอยากจะลดน้ำหนักโดยการลุกขึ้นมาวิ่งทุกเช้าวันละ 10 กิโลเมตร แต่ตัวตนเก่าของคุณยังนั่งกินหมูกะทะดื่มเบียร์ตอนสี่ห้าทุ่มทุกวัน มันก็ไม่ได้ช่วยทำให้ปัญหาที่มีอยู่ถูกแก้ไขที่ต้นตอ
.
เจมส์ ฮอลลิส (James Hollis) นักจิตวิทยาเชิงวิเคราะห์ได้เขียนเอาไว้ในหนังสือ Finding Meaning in the Second Half of life ว่า
.
“ไม่มีใครตื่นขึ้นในตอนเช้า ส่องกระจกแล้วพูดว่า ‘ฉันคิดว่าฉันจะทำผิดซ้ำอีกรอบวันนี้’ หรือ ‘คาดว่าวันนี้ฉันจะทำสิ่งที่โง่เขลา ซ้ำซาก ถดถอย และขัดต่อผลประโยชน์สูงสุดของตัวเอง’” “แต่บ่อยครั้งการทำซ้ำเหมือนเดิมคือสิ่งที่เกิดขึ้น”
.
ผลที่ตามมาตอนที่กับความล้มเหลวที่จะเปลี่ยนแปลงนิสัยหรือเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ทั้งหมด (ซึ่งก็ไม่ได้ต่างจากการโดดออกจากชีวิตตัวเองแล้วเป็นใครอีกคนหนึ่งไปเลย) ก็คือว่าคุณจะรู้สึก ‘แย่’ กับชีวิตของตัวเองที่คุณมีอยู่แล้วมากยิ่งขึ้นไปด้วย
.
Jocelyn K Glei ผู้จัดรายการพอดแคสท์ Hurry Slowly เคยพูดไว้ประโยคหนึ่งที่น่าสนใจก็คือว่า “การไปโฟกัสภาพในหัวกับอนาคตที่จินตนาการขึ้นว่าคุณจะเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเดิมทุกอย่างนั้นจะทำให้ตัวเราในตอนนี้ด้อยค่าลงไปทันที”
.
โดยเธอก็แนะนำว่าเราควรใช้ปีใหม่เพื่อเก็บข้อมูลของการเปลี่ยนแปลงในปีที่ผ่านมาแทนดีกว่า
.
อีกทางเลือกหนึ่งแทนการเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนใหม่ทั้งหมดนั้นคือการยอมรับในสิ่งที่ตัวเองอยู่ในปัจจุบันทั้งหมดก่อน
.
มันอาจจะฟังดูเลี่ยน ๆ สะอิดสะเอียนเล็กน้อย หรืออาจจะฟังดูห่อเหี่ยวเหมือนคนที่พยายามปลงกับชีวิตว่าต้องอยู่กับเรื่องที่ไม่ดีแบบนี้หน่ะเหรอ
.
แต่นักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงอย่าง Carl Rogers ได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “ความย้อนแย้งที่น่าสนใจก็คือว่าเมื่อเรายอมรับตัวเองแบบที่เราเป็นเท่านั้น เราถึงจะเปลี่ยนแปลงได้”
.
เมื่อไหร่ก็ตามที่เรา “เลิก” จินตนาการว่าจะ “ต้อง” เปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ เพียงเพื่อจะทำให้โลก…หรือคนอื่นนั้นยอมรับและเชิดชู เมื่อนั้นแหละที่คุณจะ “เริ่ม” สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง ๆ ทั้งเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่ในชีวิต ความเสี่ยงมีน้อยกว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณค่าของตัวคุณเองไม่ได้ถูกนำมาชั่งเป็นเบี้ยเดิมพัน
.
Madeleine Dore ผู้เขียนหนังสือ I Didn’t Do the Thing Today : Letting Go of Productivity Guilt บอกว่า “มันมีพลังเงียบ ๆ บางอย่างข้างในเมื่อเรายกโทษให้กับข้อเสีย ความผิดพลาด และอะไรก็ตามที่เราทำได้ไม่ดี ส่วนใหญ่แล้วเมื่อเรายอมรับตัวของเราเอง เรามักจะได้รับสิ่งที่ดี ๆ ของตัวเราเองกลับมาเสมอ เพราะเราจะอยู่ในจุดที่มองเห็นว่าเราสามารถทำอะไรได้อีกบ้าง แทนที่จะพยายามเปลี่ยนแปลง”
.
Bruce Tift นักจิตบำบัดแนะนำการทดลองทางความคิดว่าให้ลองจินตนาการถึงปัญหาที่คุณเผชิญอยู่ในขณะนี้ คุณลักษณะบางอย่างที่คุณไม่ชอบในตัวเอง พฤติกรรมบางอย่างที่คุณหวังว่าคุณจะไม่ทำ แล้วคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะอยู่กับเราไปจนวันสุดท้ายของชีวิต จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณยังเป็นคนที่ผัดวันประกันพรุ่งอยู่เสมอ? จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณโวยวายใส่คนอื่นเมื่อไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น?
.
เมื่อคุณทำการทดลองนี้ตอนแรกอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่แย่มาก มันเป็นความรู้สึกหดหู่สุด ๆ เลยทีเดียว
.
แต่ว่า…ให้ลองนึกแบบนี้ต่อครับ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นยังอยู่แค่ในหัวเราเท่านั้น จริงอยู่ที่มันแย่ แต่ “เฮ้ย….มันยังไม่ได้เกิดขึ้น” และนี่แหละที่ทำให้ความกดดัน ความห่อเหี่ยว ความรู้สึกแย่ ๆ ในตัวเองนั้นเหมือนถูกยกออกไป
.
นั้นคือจินตนาการ แต่ในโลกของความเป็นจริงแล้วเรายังทำอะไรได้อีกหลายอย่าง การเปลี่ยนแปลงยังเกิดขึ้นได้
.
การยอมรับในส่วนที่แย่ ๆ ของตัวเอง จะทำให้เราเห็นว่าเรายังเปลี่ยนแปลงได้และเราอยากจะทำแบบนั้นเพราะเราต้องการทำให้มันดีขึ้น
.
เราล้มเหลว พ่ายแพ้ และวิ่นแหว่ง ตามมาตรฐานของความสมบูรณ์ที่เราตั้งให้กับตัวเราเอง
.
เราไม่สามารถกลับไปลบสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่สามารถกลับไปทำให้เวลาที่เคยเสียไปกลับมามีประโยชน์อีกครั้ง ไม่มีทางกลับไปแก้ไขความผิดพลาด ไม่มีทางกลับไปแก้ไขความยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้น ไม่มีทางกลับทำให้ความผิดพลาดในอดีตนั้นหายไปได้ ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายอะไร เพราะมองจากมุมนี้มันหมายความว่าเราสามารถหลีกเลี่ยงความยิ่งเหยิงที่จะเกิดขึ้นในชีวิตได้
.
แต่สามารถที่จะทำสิ่งทำให้ตัวเองดีขึ้นและสร้างเป้าหมายในชีวิตที่มีความหมายขึ้นมาใหม่ได้
.
เราทุกคนในเวลานี้คือเราที่ดีที่สุดแล้ว…แต่ในขณะเดียวกัน เรา ‘ทุกคน’ ยังสามารถเป็นตัวเองที่ดีขึ้นได้อีก
New Year, Old You : เคล็ดลับการพัฒนาตัวเองเริ่มที่การยอมรับตัวเอง