ลองจินตนาการถึงสองเหตุการณ์นี้กันครับ
.
เหตุการณ์แรก มีมิจฉาชีพมาขโมยเงินทั้งหมดที่คุณเก็บมาทั้งชีวิต แล้วบอกว่าถ้าคุณอยากได้เงินคืนต้องไปวิ่งมาราธอน 42.195 กิโลเมตร
.
เหตุการณ์ที่สอง คุณลุกขึ้นมาดูแลสุขภาพตัวเอง ซื้อรองเท้าวิ่งและฝึกซ้อมอยู่นานเป็นเดือนเป็นปี พอถึงวันแข่งวิ่งมาราธอน 42.195 กิโลเมตร ครอบครัวของคุณมารวมตัวกันเพื่อช่วยเชียร์จนคุณวิ่งเข้าเส้นชัย
.
สถานการณ์แรกมันเป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก วิ่งไปด้วยความเครียด ความกลัว กังวลต่างๆ นานา ในหัวคงสับสนวุ่นวายพอสมควร
.
ส่วนสถานการณ์ที่สอง มันคงเป็นวันที่คุณภูมิใจมากที่สุดในชีวิตวันหนึ่งเลย
.
ระยะทางเท่ากัน เราเป็นคนวิ่งเหมือนกัน ความปวดร้าวบนกล้ามเนื้อขา แขน และลำตัวก็เกิดขึ้นเหมือนกัน แต่ถ้าเราเป็นคนเลือกปัญหาที่จะเผชิญเอง การวิ่งครั้งนั้นกลับกลายเป็นเป้าหมายที่สำคัญและยิ่งใหญ่ แต่พอถูกบังคับให้วิ่ง ปัญหาเดียวกันกลับทุกข์ทรมานแสนสาหัส
.
มาร์ค แมนสัน (Mark Manson) เขียนถึงประเด็นนี้ไว้ในหนังสือ “The Subtle Art of Not Giving a F*ck” ว่า
.
🎯 “ถ้าเราเป็นคนเลือกปัญหาด้วยตัวเอง เราจะรู้สึกมีอำนาจเหนือปัญหา แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราถูกบังคับให้เผชิญกับปัญหานั้นโดยไม่เต็มใจ เราจะรู้สึกเหมือนตกเป็นผู้รับเคราะห์ทันที”
.
บิดาแห่งจิตวิทยา (William James)
.
แม้จะเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย ช่วงวัยเด็กของ วิลเลียม เจมส์ (William James) ในช่วงปี 1840’s ก็ไม่ได้สวยงามอะไรนัก เขาป่วยออดๆแอดๆ เวลาส่วนใหญ่จึงต้องอยู่กับบ้าน มีเพื่อนน้อย เรียนก็ไม่ค่อยเก่ง แต่เขาสนใจเรื่องการวาดภาพมาโดยตลอด
.
แต่ถึงจะชอบ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะทำได้ดี แม้โตขึ้นก็ยังไม่มีใครซื้องานศิลปะของเขาสักชิ้น
.
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีกเมื่อ เฮนรี เจมส์ และ อลิส เจมส์ น้องชายและน้องสาวของเขาประสบความสำเร็จอย่างมากจากการเป็นนักเขียน ทำให้เกิดการเปรียบเทียบขึ้นในครอบครัว เหมือนเป็นแกะดำตัวประหลาด
.
พ่อของเขา (ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวย) ไม่ค่อยพอใจกับวิถีชีวิตของลูกชาย จึงใช้เส้นสายเพื่อให้ลูกชายเข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด โดยหวังว่าวิลเลียมจะใช้โอกาสนี้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่เป็นอยู่
.
แต่วิลเลียมไม่ได้อยากเป็นหมอ พยายามเรียนไปหลายปีก็ยังรู้สึกว่ามันไม่ใช่ สุดท้ายเขาตัดสินใจดรอปเรียนแล้วหนีออกจากบ้าน เพื่อสมัครเข้าร่วมเดินทางสำรวจด้านมานุษวิทยาที่ป่าอะเมซอนในช่วงทศวรรษ 1860
.
ประสบการณ์ครั้งนั้นเกือบทำให้เขาเสียชีวิตอยู่กลางป่า ด้วยร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การไปสำรวจยิ่งทำให้เขาป่วยหนัก ซูบผอม กินอะไรแทบไม่ได้ ทุกอย่างผ่านไปแบบทุลักทุเล แล้วสุดท้ายเขาก็กลับมายังบ้านเกิดที่อเมริกาด้วยวัย 30 ปี พร้อมกับความล้มเหลวในแทบทุกเรื่อง หน้าที่การงานก็ไม่มี ชีวิตดูมืดมนไปหมด
.
ไม่ว่าจะเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวยขนาดไหน หรือมีโอกาสมากมายมากองตรงหน้า ชีวิตของวิลเลียมก็ดูเหมือนว่าจะเต็มไปด้วยความทุกข์และความผิดหวัง
.
จิตใจที่ดำดิ่งทำให้เขาคิดว่ามันอาจจะดีกว่าหากชีวิตเขาจบลงตรงนี้
.
🔄 แต่แล้วคืนหนึ่งขณะที่อ่านบทเรียนของนักปรัชญาอย่าง ชาลส์ เพิร์ซ (นักปรัชญา นักตรรกวิทยา ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งแนวคิดปฎิบัตินิยม) วิลเลียมตัดสินใจทดลองบางอย่าง เขาเขียนในไดอารี่ว่าจะทดลองใช้ชีวิตโดยเชื่อว่า ‘เขาจะต้องรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขาอย่างไม่มีข้อแม้’
.
เขาจะทำสุดความสามารถให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น ไม่ว่าจะมีโอกาสล้มเหลวแค่ไหนก็ตาม ถ้าหากปีหนึ่งแล้วทุกอย่างยังเหมือนเดิม ถึงตอนนั้นเขาคงตัดสินใจลาโลกนี้จริงๆ
.
ในช่วงปีนั้นเขาทำทุกอย่าง พลิกชีวิตตัวเอง ลงมือทำ เรียน อ่าน ทำงาน เพื่อให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น ผลงานของเขากลายเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักคิด นักปรัชญา และนักจิตวิทยาที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของยุค และได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งจิตวิทยาด้วย
.
กลายเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด และถูกเชิญไปบรรยายตามสถานที่ต่างๆ ทั่วทั่งอเมริกาและยุโรป
.
วิลเลียมเรียกการทดลองครั้งนั้นว่า ‘การเกิดใหม่’ และกลายเป็นจุดเปลี่ยนเริ่มต้นความสำเร็จทั้งหมดของเขาหลังจากนั้น
.
💡 ความจริงเรียบง่ายเพียงอย่างเดียวที่เป็นสาเหตุให้คนเราพัฒนาตัวเองและเติบโตขึ้นคือ เราทุกคนย่อมต้องรับผิดชอบต่อทุกสิ่งในชีวิตของเราไม่ว่าปัจจัยภายนอกจะเป็นอย่างไรก็ตาม
.
เราอาจจะควบคุมทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเราไม่ได้เสมอไป แต่เราเลือกได้ว่าจะคิดและตอบสนองอย่างไร” แมนสันอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับวิลเลียม
.
ความผิด/ความรับผิดชอบ
.
ยังจำเหตุการณ์สมมุติที่เราคุยกันในตอนแรกได้ไหมครับ?
.
หลายครั้งในชีวิต สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราอาจจะไม่ใช่ ‘ความผิด’ ของเรา แต่ถึงแบบนั้นก็ตามเราก็ต้องเป็นคนที่ ‘รับผิดชอบ’ อยู่ดี
.
ยกตัวอย่างแบบนี้ละกัน สมมุติวันหนึ่งจู่ๆ บริษัทเจ๊งแล้วพนักงานทุกคนในบริษัทถูกไล่ออกทั้งหมด ถามว่ามันเป็นความผิดคุณไหม ก็ไม่น่าใช่ แต่คุณมีหน้าที่รับผิดชอบต่อเรื่องราวที่บางครั้งเราก็ไม่ได้เป็นคนผิดนี่คือส่วนหนึ่งของชีวิต
.
🎮 แมนสันบอกว่า “ถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้น คนผิดอาจเป็นคนอื่นก็ได้ แต่มีคุณคนเดียวเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง คุณอาจจะอยากโทษหลายๆ คนว่าเป็นสาเหตุทำให้คุณไม่มีความสุข แต่ไม่มีใครที่จะต้องมารับผิดชอบกับการที่คุณไม่มีความสุข นอกจากตัวคุณเอง นั่นก็เพราะคุณเป็นผู้เลือกเองเสมอว่าจะมองเหตุการณ์ต่างๆ อย่างไร จะตอบสนองอย่างไร และให้คุณค่ากับเหตุการณ์นั้นๆ อย่างไร”
.
เหมือนกรณีของวิลเลียม เขาสามารถจะโทษสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาที่สุขภาพไม่ดี เจอครอบครัวกดดัน หรือ ต้องทำสิ่งที่ไม่อยากทำ แต่สุดท้ายคนที่ต้องรับผิดชอบชีวิตของเขาไม่มีใครเลยนอกจากตัวเอง
.
แรนดี เพาช์ (Randy Pausch) ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลล่อน คุณพ่อของลูกเล็ก ๆ 3 คน ผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนระยะสุดท้ายที่ไม่มีทางรักษา
.
แทนที่จะใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายอย่างสุดเหวี่ยงหรือเต็มไปด้วยความโศกเศร้า แต่ในปี 2007 เขา ‘เลือก’ ขึ้นบรรยายเลกเชอร์ครั้งสุดท้ายว่าด้วยการใช้ชีวิต และความฝันในวัยเยาว์ การบรรยายครั้งนั้นส่งผลต่อคนนับล้าน ๆ ชีวิตทั่วโลก โดยเลกเชอร์ครั้งนั้นมีชื่อว่า “Really Achieving Your Childhood Dreams” (มีลิงก์ในคอมเมนต์) และกลายเป็นหนังสือ ’The Last Lecture’ ที่โด่งดังจนถึงตอนนี้
.
โดยเลกเชอร์ครั้งนี้ เพาช์ไม่ได้พูดเรื่องการเผชิญหน้ากับความตาย ไม่โทษสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตแม้มะเร็งร้ายกำลังจะพรากเขาไปจากครอบครัวแต่เขาเลือกที่จะพูดสิ่งที่ทำให้เขาเป็นอย่างทุกวันนี้ สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากคนอื่น นั่นคือ การเรียนรู้ที่จะทำตามความฝันในวัยเด็กให้เป็นจริง และการใช้ชีวิตให้มีชีวิต
.
เป็นเลกเชอร์ที่สร้างแรงบันดาลใจและสะเทือนใจไม่น้อย เพราะในปี 2008 เพาช์ก็เสียชีวิตด้วยวัยเพียง 47 ปีเท่านั้น
.
🎲 เพาช์ บอกว่า “เราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนไพ่ที่เราจั่วมาได้ แต่เราจะเล่นไพ่ในมืออย่างไรต่างหาก”
.
💪 เช่นเดียวกับแมนสันที่บอกว่า “ผมมองชีวิตด้วยมุมมองเดียวกัน เราทุกคนรับไพ่มา คนหนึ่งอาจจะได้ไพ่ดีกว่าอีกคนหนึ่ง การโทษไพ่แย่ๆ และการคิดว่าตัวเองชวยนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่เกมที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การเลือกว่าเราจะทำอย่างไรกับไพ่ที่ได้มา ความเสี่ยงที่เราตัดสินใจยอมรับ และผลลัพธ์ที่เราเลือกที่จะอยู่กับมัน คนที่ตัดสินใจเลือกได้ดีที่สุดอย่างสม่ำเสมอในทุกสถานการณ์คือคนที่จะเป็นผู้ชนะในเกมโป๊กเกอร์ ในชีวิตเองก็ไม่ต่างกัน ผู้ชนะไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนที่ถือไพดีที่สุดเสมอไป”
.
❤️🩹 ไม่มีใครในโลกนี้ที่ผ่านชีวิตมาโดยไม่มีบาดแผลระหว่างทาง ทุกคนเคยล้มเหลว เคยผิดพลาด หัวใจแตกสลายหลายต่อหลายครั้ง จริงอยู่ว่าบางคนอาจจะซวยกว่าคนอื่นๆ เจอเรื่องย้ายๆ มาเยอะ ไม่ได้หมายความว่าสิ่งเลวร้ายเหล่านั้นเป็นเรื่องดี แต่สุดท้ายแล้วคนที่จะรับผิดชอบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราต่อจากนี้ก็ยังเป็นตัวเราเองอยู่ดี