มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่อยู่นิ่ง และหลายครั้งวิธีที่จะทำให้เราหาความนิ่งสงบได้ทั้งในสมองและหัวใจของเราก็คือการขยับร่างกายนั่นเอง (ย้องแย้งจังชีวิต)
.
ในเมือง Copenhagen มีนักปรัชญาผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งชื่อ เซอร์เอิน เคียร์เกอกอร์ (Søren Kierkegaard) ที่มีชีวิตอยู่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 เขาใช้เทคนิคของการเดินในชีวิตการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมเลยทีเดียว
.
ทุกเช้าเขาจะตื่นขึ้นมาเขียนหนังสือที่โต๊ะแบบยืน หลังจากนั้นช่วงเที่ยง ๆ ก็จะใส่รองเท้าเพื่อออกไปเดินในเมืองหลวงของประเทศเดนมาร์ก เส้นทางการเดินของเขาก็จะไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เลี้ยวไปทางนั้นบ้าง ทางนี้บ้าง ผ่านสุสานบ้าน กลางเมืองบ้าง บางทีเดินเลยออกนอกเขตเมืองไปบ้างก็มี
.
พอเริ่มรู้สึกเหนื่อยหรือปัญหาที่อยู่ในหัวเริ่มคลี่คลายหรือมี ‘อ่าห่า!” โมเมนต์ หลอดไฟในสมองสว่างเหมือนหลอดนีออน เขาก็จะรีบเดินกลับบ้านเพื่อกลับไปทำงานต่อทันทีตลอดทั้งวัน
.
เคียร์เกอกอร์เขียนเล่าเรื่องนี้ให้กับน้องสะใภ้ที่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “เหนือสิ่งอื่นใด อย่าสูญเสียความรู้สึกอยากเดิน เพราะทุกวันฉันเองก็เดินจนสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคภัย เดินจนได้ไอเดียที่ดีที่สุด และเท่าที่รู้ไม่มีภาระไหนที่ใครสักคนหนึ่งจะไม่สามารถทำให้หายไปได้จากการเดิน”
.
เขามักพูดว่า “ชีวิตคือเส้นทาง” และเราก็ต้องเดินบนเส้นทางนี้ แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คนเดียวที่เชื่อเรื่องนี้
.
- ฟรีดริช นิทเชอ (Friedrich Nietzsche) กล่าวว่าแนวคิดในหนังสือ Thus Spoke Zarathustra เกิดขึ้นขณะที่เดินไปเรื่อย ๆ
- นิโคลา เทสลา (Nikola Tesla) ค้นพบสนามแม่เหล็กหมุนซึ่งเป็นหนึ่งในการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ขณะเดินผ่านสวนสาธารณะในเมืองบูดาเปสต์ในปี 1882
- เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์จะเดินทอดน่องไปตามท่าเรือทุกเมื่อตอนที่เขาอาศัยอยู่ในปารีสเวลาคิดงานไม่ออกหรือจำเป็นต้องเคลียร์ความคิดในหัว
- ตารางประจำวันของ ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) จะมีการออกไปเดินเล่นหลายต่อหลายครั้ง เช่นเดียวกับนักจิตวิทยาที่สร้างผลงานทรงคุณค่ามากมายอย่าง
- เอมอส ทเวอร์สกี (Amos Tversky) และ แดเนียล คาห์นแมน (Daniel Kahneman) เคยเขียนว่า “ฉันได้แนวคิดที่ดีที่สุดในชีวิตของระหว่างการเดินเล่นสบาย ๆ กับเอมอสนั่นแหละ” คาห์นแมนกล่าวว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ทำให้สมองของเขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
ในหนังสือ Becoming Steve Jobs สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) เวลาเจอปัญหาหรืออยากระดมสมองกับเพื่อนร่วมงาน เขามักจะออกไปเดินด้วยกันเพื่อจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ และหลายคนเชื่อว่าแนวคิดที่ล้ำหน้าหลายอย่างของเขาเกิดขึ้นระหว่างการเดินแบบนี้ ไม่ว่าจะอยู่กับเพื่อนร่วมงานหรือคนเดียวก็ตาม
.
ในหนังสือ Neurowisdom นักวิจัยด้านประสาทวิทยา Mark Waldman และ Chris Manning แนะนำว่าเมื่อมีคนจดจ่ออยู่กับงานอะไรสักอย่างหนึ่ง สมองก็จะอยู่ยึดติดอยู่กับสิ่งนั้น ๆ ต้องตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา แต่จังหวะ ‘ยูเรก้า’ โมเมนท์มักจะเกิดขึ้นเมื่อหยุดพักจากงานและปล่อยให้สมองเกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้น โดยปล่อยให้ความคิดลอยไปเรื่อย ๆ เหมือนกับการฝันกลางวันนั่นเอง
.
นี่คือสาเหตุที่จ็อบส์ชื่นชอบการเดิน มันเป็นช่วงเวลาที่เขามีโอกาสเต็มที่ที่จะปล่อยจินตนาการให้เกิดขึ้น ให้สมองส่วนความคิดสร้างสรรค์ให้เตลิดออกมาวิ่งเล่นข้างนอกนั่นเอง
.
นอกจากจ๊อบส์แล้วยังมีอีกมากมายเลยทีเดียว ลิสต์ยาวเป็นหางว่าว ซีคมุนท์ ฟร็อยท์ (Sigmund Freud) ประสาทแพทย์ชาวออสเตรียที่มีชื่อเสียงชอบการเดินไปรอบ ๆ ถนนสายวงเวียน Ringstrasse ของกรุงเวียนนาหลังจากรับประทานอาหารเย็น นักแต่งเพลง กุสทัฟ มาเลอร์ (Gustav Mahler) ใช้เวลาเดินมากถึงสี่ชั่วโมงต่อวันโดยใช้เวลานี้ในการทำงานและจดความคิด ลุดวิก ฟาน เบโธเฟน (Ludwig van Beethoven) ถือโน้ตเพลงและเครื่องเขียนติดตัวไปด้วยขณะเดินด้วยเหตุผลเดียวกัน
.
‘การเดิน’ เป็นสิ่งที่เราทุกคนทำได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานอาชีพไหน มันเป็นการการเคลื่อนไหวที่ซ้ำ ๆ เกิดขึ้นอย่างจงใจ และมีความแน่นอน เป็นการเคลื่อนไหวให้ร่างกายได้ขยับอย่างสงบ
.
สำหรับชาวพุทธเองก็อาจจะเคยได้ยินเรื่องการเดินสมาธิหรือเดินจงกรมกันอยู่บ้าง มันเป็นพิธีกรรมที่สืบต่อกันมานานแล้ว ทำให้สุขภาพการและจิตดีขึ้น ทำให้จิตใจที่ว้าวุ่นสงบลง และให้ความคิดในสมองปลอดโปร่ง
.
มันคือความนิ่งสงบในขณะที่ร่างกายเคลื่อนไหว ปล่อยให้ความรู้สึกต่าง ๆ ไหลเข้าสู่ร่างกาย ลมที่พัดปลิว เสียงนก เสียงใบไม้ที่เหยียบย่ำ เสียงคนคุยกัน ความรู้สึกเมื่อเท้ากระทบกับพื้นดิน ลมหายใจที่เข้าออกอย่างสม่ำเสมอ ทุกอย่างดูเหมือนกำลังผ่านไปและหยุดนิ่งในเวลาเดียวกัน
.
ในหัวสมองก็อาจจะคิดถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อาจจะเตลิดไปไกลว่าถนนเส้นนี้มีใครเคยเดินผ่านมาแล้วบ้าง ใครนะที่มากวาดใบไม้เมื่อเช้า วันนี้อากาศดีจังเลย น้องหมาที่เมื่อวานนอนตรงนี้ไปไหนแล้ว ฯลฯ ปล่อยให้ความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นครับอย่าไปพยายามบังคับหรือขัดสิ่งที่สมองกำลังคิด
.
เราเพียงถอยออกมาแล้วดูความคิดเหล่านั้น ไม่ต้องไปตัดสิน ไม่ต้องบอกว่ามันถูกหรือผิดเพียงแต่เฝ้าดูมันเท่านั้น
.
หลายคนอาจจะบอกว่า ‘ไม่มีเวลาหรอก’ ที่จริงมันทำได้นะครับ ช่วงเช้า ๆ ก่อนไปทำงานตื่นเร็วขึ้นสัก 30 นาที (นอนให้เร็วหน่อย ลด Netflix ลงแค่ตอนเดียวเอง) แล้วก็ใส่รองเท้าออกไปเดิน ไม่ต้องวิ่งหรอกครับ แค่เดินสบาย ๆ นี่แหละ
.
หรือระหว่างวันถ้าแถวออฟฟิศมีถนนที่พอมีร่มไม้หรือทางเดินที่พอเดินได้ ก็ออกไปเดินเล่นสัก 10-15 นาที หรือตอนเย็นถ้ามีประชุมเมื่อถึงบ้านแล้วก็หยิบโทรศัพท์ออกมาด้วย เข้าประชุมแล้วก็เดินไปด้วย เราหาเวลาได้ครับ วันละ 15-30 นาทีไม่ยากเกินไปนัก หรือถ้าอยู่ในออฟฟิศในเมืองที่ตึกใหญ่หน่อย ก็อาจจะเดินในออฟฟิศกว้าง ๆ นั้นแหละ
.
เราก็คือมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ล้วนกระทบกับเราทั้งสิ้น เรามีอารมณ์ มีความรู้สึก โกรธ เครียด ผิดหวัง เศร้าใจ มีความสุข ตื่นเต้น ประหม่า บางทีเรารู้สึกแต่ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกเหล่านั้นยังไงก็มี โลกนี้ซับซ้อนและบางทีเราก็ไม่ได้มีคำตอบสำหรับทุกอย่าง บางทีเดือนนี้เงินจะพอไหม กังวล เครียด ทุกอย่างเป็นเรื่องปกติครับ ร้องไห้ หัวเราะ ยิ้มทั้งน้ำตา ปล่อยให้มันเกิดขึ้น
.
ลองใส่รองเท้าแล้วออกไปเดินดูครับ เราจะรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ ทุกย่างก้าวที่เดินไปข้างหน้า เท้าที่สัมผัสกับพื้นดินคือสิ่งที่พิสูจน์ว่าทุกอย่างยังคงอยู่ เราไปต่อได้
.
เราไม่จำเป็นต้องเป็น สตีฟ จ๊อบส์ หรือ ซีคมุนท์ ฟร็อยท์ หรือ นิโคลา เทสลา พวกเขาอาจจะมีปัญหาระดับโลก แต่ปัญหาของเราก็ไม่ได้ใหญ่หรือเล็กหรือสำคัญน้อยไปกว่าพวกเขา ทุกคนมีสิ่งที่ต้องการคำตอบกับอะไรบางอย่าง เราเองก็เช่นกัน
.
เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณเป็นใคร ถ้าสมองกำลังตีบตัน หรือเจอเรื่องตื้อ ๆ รู้สึกอึน ๆ ลองหยิบรองเท้ามาใส่แล้วออกไปเดินเล่นให้สมองแล่นดูครับ ใครจะไปรู้ไอเดียเปลี่ยนโลกอันใหม่อาจจะเกิดจากการที่คุณไปเดินก็ได้
.
(อย่างน้อยถ้าไอเดียไม่เกิดก็ได้เบิร์นแคลอรี่เพื่อกินชาบูก็ยังดี :-))